หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ชีวิตข้าราชการไม่แน่นอนคลอนแคลน จึงลาออกมาทำหนังสือพิมพ์เต็มตัวเมื่อปี 2490 โดยรับเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “เศรษฐกร” รายสัปดาห์ ที่มีพระสารศาสน์พลขันธ์เป็นเจ้าของ มีคณะที่ปรึกษาและกองบรรณาธิการล้วนเป็นผู้มีชื่อทางด้านเศรษฐกิจ การคลัง
และการเงินในยุคสมัยนั้นทั้งสิ้น อาทิ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, นายโชติ คุณะเกษม, นายพิภพ ตังค ณ สิงห์ และนายวารี พงศ์เวช โดยมีนายบุญชู โรจเสถียร เป็นผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์เศรษฐกรดังกล่าว ขายดีติดตลาดเป็นที่นิยมของนักอ่านสมันนั้น ซึ่งมียอดการจำหน่าย และนับเป็นหนังสือพิมพ์ทางเศรษฐกิจฉบับแรกของเมืองไทยทีเดียว
จากความสำเร็จของหนังสือพิมพ์เศรษฐกรฉบับนี้เอง บรรดาพ่อค้าวาณิชใหญ่ๆของเมืองไทยยุคนั้นได้เห็นความสามารถของพระองค์ จึงทูลเชิญให้มานั่งเก้าอี้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “หอการค้ากรุงเทพ”อีกฉบับหนึ่งด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาในปี 2495 สมาชิกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกตั้งให้ท่านเป็นนายกสมาคมหนังสือพิมพ์ คนที่ 8 ของสมาคมฯโดยไม่มีคู่แข่งอีกด้วย
นอกจากจะทรงเป็นนักหนังสือพิมพ์อาชีพ โดยรับเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เศรษฐกร, หอการค้ากรุงเทพ และต่อมายังทรงรับเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “มิตรสาร”ของสำนักแถลงข่าวอังกฤษอีกฉบับหนึ่งแล้วยังทรงเป็นนักเขียน
และนักแปลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของนักอ่านแห่งยุคสมัยในขณะนั้น เรื่องแปลที่เด่นๆของ”ท่านประสุข” เช่น เรื่องจ้าวแห่งแมลงวัน
ซึ่งเป็นนวนิยายที่ได้รับรางวัลโนเบล เมื่อปี 2526 และเรื่องหญิงสองผัว ซึ่งเป็นหนังสือขายดีของนักประพันธ์ชาวบราซิล เป็นต้น
ชีวิตส่วนพระองค์ ทรงเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงกฤษณาพักตร์พิมล ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระโอรสธิดารวม 6 คน เบื้องปลายชีวิตของท่านขณะกำลังทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ อันเกี่ยวกับพระราชประวัติรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระบรมราชอัยกา(ปู่)ของท่าน โดยทรงตั้งพระทัยจะใช้ชื่อเรียกว่า MY GRANDFATHER KING MONGKUT (มายแกรนด์ฟาเธอร์คิงมงกุฏ) โดยได้ทรงทำความตกลงในด้านการจัดพิมพ์จำหน่ายกับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง
ในสหรัฐอเมริกาไว้แล้ว แต่ไม่ทันสำเร็จ ก็มาด่วนสิ้นพระชนม์เสียก่อน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2528 สิริรวมพระชนมายุได้ 74 ปี |