ประวัติ
   บทบาท
   โครงสร้าง
   กิจกรรม
   ผลงาน
   ข้อบังคับ
   คณะกรรมการ
   ที่ตั้ง
.

ข้อบังคับมูลนิธิหนังสือพิมพ์

    หมวดที่ ๑
    ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง

    ข้อ 1. มูลนิธินี้ชื่อว่า มูลนิธิหนังสือพิมพ์
    ย่อว่า ม.น.ส. เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า PRESS FOUNDATION
    ย่อว่า .......................................................................................................
    ย่อว่า .......................................................................................................
    ข้อ 2. เครื่องหมายของมูลนิธินี้คือ ปากไก่ กับ สายฟ้า
    ข้อ 3. สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 299 ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
    หมวดที่ ๒
    วัตถุประสงค์
    ข้อ 4. วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้ คือ
    4.1 เพื่อส่งเสริมการศึกษา บุตร ธิดา ของผู้ประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์
    4.2 เพื่อเป็นกองทุนสวัสดิการของผู้ประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์ในเวลาเจ็บป่วยและเสียชีวิต
    4.3 เพื่อให้การช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์ที่ประสพภัยพิบัติต่าง ๆ
    4.4. เพื่อดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์กรหรือการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
    4.5. ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
    หมวดที่ ๓
    ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
    ข้อ 5 ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือ
    5.1 เงินสดจำนวน 350,000.00 บาท(สามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
    ข้อ 6 มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
    6.1 เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่น ๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สิน หรือภาวะติดพันอื่นใด
    6.2 เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
    6.3 ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
    หมวดที่ ๔
    คุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ
    ข้อ 7 กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
    7.1 มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์
    7.2 ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
    7.3 ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
    ข้อ 8 กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
    8.1 ถึงคราวออกตามวาระ
    8.2 ตายหรือลาออก
    8.3 ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ 7
    8.4 เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ
    หมวดที่ ๕
    การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ
    ข้อ 9 มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน แต่ไม่เกิน 15 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และตำแหน่งอื่น ๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
    ข้อ 10 ในวาระเริ่มแรกให้คณะกรรมการผู้เริ่มจัดตั้งมูลนิธิเป็นผู้เลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ
    ข้อ 11 วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควร ตามข้อบังคับ
    ข้อ 12 กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี
    ข้อ 13 เพื่อให้การดำเนินงานของมูลนิธิได้เป็นไปโดยติดต่อกัน เมื่อคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิได้ปฏิบัติมาครบ 2 ปี(ครั้งหนึ่งของวาระการดำรงตำแหน่ง)ให้มีการจับฉลากออกไปหนึ่งในสองของจำนวนกรรมการมูลนิธิที่ได้รับเลือก เป็นกรรมการดำเนินงานมูลนิธิครั้งแรก
    ข้อ 14 การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม
    ข้อ 15 กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือโดยการจับสลากในวาระแรก อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
    ข้อ 16 ถ้าตำแหน่งกรรมการมูลนิธิว่างลง ให้คณะกรรมกามูลนิธิที่เหลืออยู่ ตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการมูลนิธิแทนตำแหน่งที่วาง กรรมการมูลนิธิผู้ได้รับการเลือกตั้งซ่อมอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระของผู้ที่ตนแทน
    หมวดที่ ๖
    อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ
    ข้อ 17 คณะกรรมการมูลนิธิมีหน้าที่ในการดำเนินกิจการมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและภายใต้ข้อบังคับนี้ให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
    17.1 กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินงานตามนโยบายนั้น
    17.2 ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของมูลนิธิ
    17.3 เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้รายจ่ายต่อกระทรวงมหาดไทย
    17.4 ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
    17.5 ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
    17.6 แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
    17.7 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหรือบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
    17.8 เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
    17.9 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
    17.10 แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าประจำของมูลนิธิ มติให้ดำเนินการตามข้อ 17.7 , 17.8 และ 17.9 ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ 17.9 ย่อมเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการมูลนิธิเชิญเท่านั้น
    ข้อ 18 ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
    18.1 เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมมูลนิธิ
    18.2 สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
    18.3 เป็นผู้แทนของมูลนิธิ ในการติดต่อกับบุคคลภายนอกและในการทำนิติกรรมใด ๆ ของมูลนิธิหรือการลงลายชื่อในเอกสารข้อบังคับและสรรพหนังสืออันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ และในการอรรถคดีนั้น เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน หรือกรรมการมูลนิธิ 2 คนได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้
    18.4 ปฏิบัติการอื่น ๆ ตามข้อบังคับและมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
    ข้อ 19 ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
    ข้อ 20 ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่ง เป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น
    ข้อ 21 เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการและดำเนินการประจำของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการมูลนิธิ
    ข้อ 22 เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สอนของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
    ข้อ 23 สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
    หมวดที่ ๗
    อนุกรรมการ
    ข้อ 25 คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่ตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการ หรืออนุมกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการแต่ละคณะแต่งตั้งกันเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้
    ข้อ 26 อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการเลือกตั้งได้อีก
    26.1 อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
    26.2 อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
    หมวดที่ ๘
    การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
    ข้อ 27 คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุก ๆ ปี ภายในเดือน เมษายน และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
    ข้อ 28 การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทนขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้
    ข้อ 29 กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการประชุม ให้คณะกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ 27 บังคับโดยอนุโลม
    ข้อ 30 ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นมติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมากในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิแต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในครวาต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
    ข้อ 31 ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิหรือประธานที่ประชุมมีอำนาจเชิญหรืออนุญาต ให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุม ในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้
    หมวดที่ ๙
    การเงิน
    ข้อ 32 ประธานกรรมการมูลนิธิหรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน 10,000.00 บาท ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิโดยเสียงข้างมากเว้นแต่กรณีจำ เป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมครวาต่อไป
    ข้อ 33 เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน 20,000.00 บาท
    ข้อ 34 เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
    ข้อ 35 การสั่งจ่ายโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงินจะต้องมีรายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทนและเลขานุการหรือเหรัญญิก ร่วมลงนามพร้อมทั้งประทับตรามูลนิธิทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้
    ข้อ 36 ในการใช้จ่ายของมูลนิธิ ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิและเงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ
    ข้อ 37 ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับและการจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
    ข้อ 38 ให้มีผู้สอบบัญชีของมูลนิธิ ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิเห็นชอบและแต่งตั้งจากบุคคลที่มิใช่กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของมูลนิธิ โดยจะให้ดำรงตำแหน่งกิตติมศักดิ์หรือได้รับค่าตอบแทนอย่างไร สุดแต่ที่ประชุมกรรมการมูลนิธิจะกำหนด
    ข้อ 39 ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของมูลนิธิ และรับรองบัญชีงบดุลประจำปีที่คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องรายงานต่อกระทรวงมหาดไทย ผู้สอบบัญชีมีสิทธิตรวจสอบบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องตลอดจนสอบถามกรรมการมูลนิธิ และเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และเอกสารดังกล่าวได้
    หมวดที่ ๑๐
    การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
    ข้อ 40 การแก้ไขเพิ่มเติมตราสารจะกระทำได้โดยเฉพาะที่ประชุมกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และมติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม
    หมวดที่ ๑๑
    การเลิกมูลนิธิ
    ข้อ 41 ถ้ามูลนิธิต้องล้มเลิกไปโดยมติของคณะกรรมการหรือด้วยเหตุใดก็ตามทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
    ข้อ 42 การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้วให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิก ด้วยเหตุต่อไปนี้
    42.1 เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว ไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน
    42.2 เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวน 3 ใน 4 มีมติให้ยกเลิก
    42.3 เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
    42.4 เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ
    หมวดที่ ๑๒
    บทเบ็ดเตล็ด
    ข้อ 43 การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัยให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด
    ข้อ 44 ให้นำบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของ มูลนิธิที่กำหนดไว้
    ข้อ 45 มูลนิธิจะต้องไม่กระทำการค้ากำไร และจะต้องไม่ดำเนินการนอกเหนือไปจากข้อบังคับที่กำหนดไว้

    ลงนาม
    ผู้จัดทำข้อบังคับ

    (นายชัยรัตน์ คำนวณ)
    ประธานมูลนิธิหนังสือพิมพ์

| HOME | NEXT | แผนผังเว็บไซต์ |

© Copyright 2000-2002 : สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิหนังสือพิมพ์
๒๙๙ ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๖๖๙-๗๑๒๔-๖
webmaster@thaipressasso.com